5 สายพันธุ์แคคตัสมาแรง เลี้ยงง่าย ในปี 2022

11
5 สายพันธุ์แคคตัสมาแรง เลี้ยงง่าย ในปี 2022

งานอดิเรกที่ได้รับความนิยมสูงเป็นลำดับต้น ๆ ในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นการปลูกต้นไม้ เกิดเป็นกระแสปลูกไม้ด่าง ไม้ฟอกอากาศ ทำให้งานอดิเรกดังกล่าวได้รับความสนใจในสังคมสูง ทำให้หลายต่อหลายคนอยากจะเริ่มเลี้ยงต้นไม้กันบ้าง แต่สำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่ ๆ สุด ก็ควรจะเริ่มจากการปลูกต้นไม้ที่ค่อนข้างเลี้ยงง่าย เพื่อเป็นพื้นฐานในการปลูกต้นไม้ที่ดูแลยากในอนาคต รวมถึงเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเริ่มปลูกต้นไม้ โดยสายพันธุ์ไม้ทนทาน ไม่ต้องการพื้นที่เยอะ และราคาไม่แพง แน่นอนว่าลิสรายชื่อต้น ๆ จะต้องมีชื่อแคคตัสแน่นอน โดยสายพันธุ์ที่คัดสรรมาวันนี้จะเป็นสายพันธุ์แคคตัสที่ทนทาน เลี้ยงง่าย เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ รวมถึงสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในขณะนี้อีกด้วย แถมยังหาซื้อง่ายอีกต่างหาก นอกจากนี้ยังมีวิธีการดูแลรักษาง่าย ๆ ให้แคคตัสอยู่กับเรานาน ๆ อีกด้วย ไปดูกันเลยว่าปี 2022 นี้ จะมีแคคตัสสายพันธุ์เด็ดอะไรกันบ้าง

แคคตัสคืออะไร

แคคตัสหรือกระบองเพชรจิ๋ว มีถิ่นกำเนิดที่ทะเลทราย ในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ด้วยสภาพแวดล้อมของทะเลทรายที่แห้งแล้งและมีฝนตกน้อย ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด แคคตัสจึงปรับตัวเองให้ไม่มีใบเพื่อลดการคายน้ำ และเก็บน้ำไว้ที่ลำต้นแทน ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแคคตัสคือชอบแดดจัดและไม่ชอบน้ำ แม้ว่าจะชอบแดดแต่ไม่ควรโดดแดดจัดเพราะจะทำให้ผิวลำต้นไหม้และตายได้ แม้ว่าจะไม่ต้องรดน้ำบ่อย ๆ เหมือน พืชชนิดอื่น แต่แคคตัสยังจำเป็นต้องใช้น้ำในการเจริญเติบโต ดังนั้นควรรดน้ำแคคตัสตามคำแนะนำแต่ละสายพันธุ์

5 สายพันธุ์แคคตัสยอดฮิต

1. ยิมโนคาไลเซียม (Gymnocalycium)

ยิมโนคาไลเซียม หรือมีการเรียกสั้น ๆ ว่า “ยิมโน” แคคตัสสกุลนี้มีประมาณ 80 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ แถบประเทศอาร์เจนตินา บราซิล โบลิเวีย อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย ลักษณะโดยทั่วไปคือเป็นลำต้นเดี่ยว หรือแตกหน่อจากตุ่มหนาม จุดเด่นคือมีรูปทรงและรูปร่างของหนามที่หลากหลาย จะออกดอกได้เมื่ออายุ 2–3 ปี โดยที่ดอกมีหลากหลายสีสัน เช่น สีชมพู ขาว เขียว เหลือง หรือส้ม ดอกจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน และจะบานประมาณ 3 – 4 วัน ผลของยิมโนนั้นจะเป็นรูปไข่หรือรูปกระสวย เมื่อสุกแล้วจะมีสีแดง ส้ม หรือชมพูสด นอกจากนี้ยิมโนยังเป็นสายพันธุ์ที่นิยมนำไปผสมให้เป็นลายด่าง ทำให้รูปลักษณ์ของยิมโนด่างมีความโดดเด่นมากขึ้น และมูลค่าของยิมโนก็เพิ่มขึ้นตามความหายากของลายด่างและความสวยงามของลวดลายเช่นกัน

วิธีดูแล ดินที่ปลูกควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี ไม่อุ้มน้ำจนเกินไป ยิมโนต้องการแสงแดดทั้งวัน แต่ไม่ควรวางให้โดดแดดโดยตรง และควรรดน้ำเมื่อดินแห้ง

2. แอสโตรไฟตัม (Astrophytum)

แอสโตรไฟตัม หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า “แอสโตร” โดยแอสโตรนั้นจะมีทั้งสายพันธุ์ที่มีหนามและไม่มีหนาม ดังนั้นสายพันธุ์ที่ไม่มีหนามจึงเหมาะสำหรับผู้ที่กลัวหนามแต่อยากเลี้ยงแคคตัส แอสโตรมีถิ่นกำเนิดที่ถิ่นกำเนิดอยู่ในสหรัฐอเมริกา และประเทศเม็กซิโก ส่วนสายพันธุ์ที่ไม่มีหนามที่นิยมมี 2 ชนิด คือ แอสโตรไฟตัม แอสทีเรียส นูดัม และแอสโตรไฟตัม แอสทีเรียส โดยที่แอสทีเรียสจะมีรูปร่างทรงแป้น มีลักษณะเป็นพูที่ลำต้น มีจุดสีขาวที่ลำต้น ส่วนนูดัมจะเป็นสีเขียวล้วน ลำต้นค่อนข้างกลม และผิวค่อนข้างเรียบ ทั้งนูดัมและแอสทีเรียสมีดอกค่อนข้างใหญ่และบานในช่วกลางวัน สีดอกส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลือง

วิธีดูแล การปลูกแอสโตรไฟตัมควรใช้ดินโปร่งที่ระบายน้ำดี ต้องการแสงแดดวันละ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ไม่ควรวางให้โดนแดดโดยตรง รดน้ำเฉพาะตอนที่ดินแห้งเท่านั้น เปลี่ยนดินในกระถางปีละ 1 ครั้ง ใส่ปุ๋ยออสโมโค้ท ปีละ 1 – 2 ครั้ง

3. แมมมิลลาเรีย โบคาซาน่า (Mammillaria Bocasana)

แมมมิลลาเรีย โบคาซาน่า หรือจะเรียกว่า แมมขนแมวก็ได้ เพราะว่ามีขนฟูฟ่องคล้ายขนแมว ส่วนลักษณะต้นจะเป็นทรงกลม มีตุ่มหนามเนินต่ำกระจายทั่วลำต้น หนามขนาดกลางสีเหลือง หรือสีน้ำตาลแดง ผิวลำต้นมีสีเขียวสม่ำเสมอ แต่จะมีหนามยาวทรงตะขอที่ควรระวัง แมมขนแมวมีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโกเท่านั้น เป็นแคคตัสที่ออกดอกบ่อย สีของดอกมีความหลากหลาย เช่น ชมพูเข้ม ชมพูอ่อน หรือขาวนวลแซมชมพู ดอกจะบานในช่วงกลางวัน ในหนึ่งต้นออกดอกได้มากกว่า 1 ดอก และสามารถออกดอกได้ทั่วลำต้น

วิธีดูแล การปลูกแมมขนแมวควรใช้ดินโปร่งที่ระบายน้ำดี รดน้ำเมื่อดินแห้ง ในช่วงที่อากาศชื้นควรงดการรดน้ำเพิ่ม ควรวางกระถางไว้ในที่แสงส่องถึง ยิ่งจะทำให้ขนฟู แต่ไม่ควรโดดแดดที่แรงเกินไป

4. แคคตัส โอพันเทีย (Opuntia)

โอพันเทีย มีชื่อเป็นไทยว่า “ต้นเสมา” หรืออีกชื่อที่นิยมคือ “หูกระต่ายหรือมิกกี้เม้าส์” ลักษณะของต้นจะเป็นทรงแบนและหนา รูปค่อนข้างกลมหรือรี แตกยอดด้านบนไปเรื่อย ๆ จึงมีรูปร่างคล้ายกับหูหนูหรือหูกระต่าย บนลำต้นแบน ๆ จะมีกระจุกของตุ่มหนามกระจายไปทั่ว ลำต้นอ่อนมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะกลายเป็นสีน้ำตาล โอพันเทียนั้นออกดอกตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศหนาว เป็นลักษณะของดอกเดี่ยวสีแดงหรือเหลือง ผลกลมคล้ายกับผลของแก้วมังกร นอกจากการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแล้ว สามารถแยกลำต้นที่เพิ่งแตกมาใหม่ปักลงดินได้เลย ถือว่าเป็นแคคตัสชนิดหนึ่งที่ทนทานมาก ๆ

วิธีดูแล ปลูกโอพันเทียโตได้ทุกสภาพดิน แต่จะโตดีในดินที่ค่อนข้างโปร่ง ไม่อุ้มน้ำมาก ชอบแดดจัด และสามารถทนแล้งได้ดี ไม่จำเป็นต้องลงกระถางก็ได้ สามารถปลูกลงดินกลางแจ้งได้เลย

5. แคคตัสโลบิเวีย (Lobivia)

โลบิเวียถูกพบครั้งแรกที่ประเทศโบลิเวีย พบได้ในประเทศโบลิเวีย ชิลี อาร์เจนตินา และเปรู ลำต้นของโลบิเวีย เป็นทรงกลมแป้น สีเขียวหรือสีดำ มีพูรอบลำต้น โดยหนามจะขึ้นที่พู หนามมีลักษณะแผ่โค้งและไม่คมมาก สามารถจับได้ด้วยมือเปล่า แม้ว่ารูปร่างของโลบิเวียจะไม่ดูโดดเด่นเตะตา แต่จุดเด่นของโลบิเวียจะอยู่ที่ดอก โดยสีและชั้นของดอกจะขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ โดยดอกจะมีสีสันที่หลากหลายมาก เช่น สีขาว ชมพู เหลือง ส้ม แดง หรือจะเป็นสีผสมสีเหลืองลายสีแดง สีขาวลายสีชมพู นอกจากสีแล้ว ความสวยงามอีกอย่างคือชั้นของกลีบดอก โดยสามารถเป็นได้ในลักษณะ กลีบดอกซ้อนหลายชั้นคล้ายกลีบกุหลาบ กลีบดอกเป็นริ้ว กลีบดอกเป็นฝอย ดอกบานตอนกลางวันประมาณ 1 – 2 วัน ผลรูปกลมหรือรีขนาดเล็ก เป็นแคคตัสที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้

วิธีดูแล ปลูกโลบิเวียในดินที่ค่อนข้างโปร่ง ระบายน้ำได้ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ควรวางในที่ที่มีแดด แต่ไม่ควรเป็นแดดที่จัดมากเกินไป ถ้าหากว่าแดดจัดไม่มากพอจะไม่ออกดอก และควรรดน้ำเมื่อดินในกระถางแห้ง

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับสายพันธุ์แคคตัสที่แนะนำไป แต่ละสายพันธุ์ปลูกง่าย และมีความสวยงามน่ารักไม่น้อย นอกจากทำเป็นงานอดิเรกในยามว่างได้แล้ว ในอนาคตก็สามารถต่อยอดสร้างเป็นรายได้เสริมได้อีก ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้กับผู้เริ่มปลูกแคคตัสหน้าใหม่ ๆ แม้ว่าในช่วงแรกอาจจะเจอปัญหาในการปลูกบ้าง ก็ถือว่าเป็นด่านแบบทดสอบก่อนที่จะเจอแคคตัสสวย ๆ ออกดอกงาม ๆ ให้ได้ชม