ยื่นภาษีได้ถึงวันไหน: กำหนดส่งภาษีปี 2565

4

เรื่องภาษีอาจจะฟังดูน่าเบื่อไปบ้าง แต่การรู้กำหนดเวลาให้ชัดเจนเนี่ย ช่วยให้เราสบายใจได้เยอะเลย ยื่นภาษีปี 2565 (สำหรับรายได้ปี 2565) สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 10 เมษายน 2566 ค่ะ ใครที่คิดว่าปลายเดือนมีนาคมค่อยว่ากัน อาจจะต้องขยับไทม์ไลน์นิดนึงนะ

ก่อนจะลงรายละเอียดว่ายื่นได้ถึงวันไหน เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ทำไมเราถึงต้องยื่น แล้วใครบ้างที่ต้องยื่น ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้ว เรื่องกำหนดเวลาจะดูง่ายขึ้นเยอะเลย

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?

พูดง่ายๆ ก็คือ ภาษีที่เราจ่ายให้กับรัฐจาก “เงินได้” ที่เราได้รับมาตลอดทั้งปีค่ะ “เงินได้” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เงินเดือนอย่างเดียว แต่รวมถึงรายได้อื่นๆ อีกหลายประเภท เช่น เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน กำไรจากการขายสินทรัพย์ ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือแม้แต่เงินได้จากการทำงานฟรีแลนซ์

ทำไมเราถึงต้องยื่นภาษี?

การยื่นภาษีคือการ “แจ้งรายได้” ของเราให้กรมสรรพากรรู้ค่ะ และเป็นการ “คำนวณภาษี” ที่เราต้องจ่ายตามกฎหมาย ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีต้องจ่าย เราก็ต้องชำระให้กับรัฐ แต่ถ้าคำนวณแล้วภาษีที่จ่ายไปแล้ว (เช่น จากการหัก ณ ที่จ่าย) มากกว่าที่ต้องจ่ายจริง เราก็สามารถ “ขอคืนภาษี” ได้ด้วยนะ

ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี?

ไม่ได้ทุกคนที่ต้องยื่นภาษีนะคะ หลักๆ คือคนที่ มีเงินได้ในปีภาษีเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเกณฑ์นี้ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของเงินได้ เช่น

  • เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) (เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง) ที่มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เกิน 150,000 บาท ต่อปี (อันนี้เป็นกรณีของคนโสด ถ้ามีคู่สมรสที่จดทะเบียนกันและมีรายได้จะนับรวมกัน)
  • เงินได้ประเภทอื่นๆ ที่มีเงินได้ตลอดทั้งปี เกิน 60,000 บาท

ถ้าเราไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายต้องยื่นหรือไม่ ลองเช็กข้อมูลรายได้และรายการค่าลดหย่อนต่างๆ ของเราดูค่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการยื่นภาษีและกำหนดเวลาที่สามารถยื่นได้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความที่เกี่ยวข้องที่นี่ ยื่นภาษีได้ถึงวันไหน ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจรายละเอียดและกำหนดเวลาที่สำคัญในการยื่นภาษีได้ดียิ่งขึ้น

กำหนดการยื่นภาษีปี 2565: ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

เรื่องนี้แหละที่หลายคนรอคอย! สำหรับ “ปีภาษี 2565” (คือรายได้ที่เราหามาตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2565) วันสุดท้ายของการยื่นภาษีคือ วันที่ 10 เมษายน 2566 ค่ะ

ยื่นแบบกระดาษ vs. ยื่นออนไลน์: กำหนดวันเดียวกันไหม?

ไม่ว่าจะยื่นภาษีแบบไหน ยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากร หรือยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-filing) กำหนดวันสุดท้ายก็ยังคงเป็น 10 เมษายน 2566 เหมือนกันค่ะ

ทำไมต้อง 10 เมษายน?

ปีที่ผ่านๆ มา เราอาจจะคุ้นเคยกับการยื่นภาษีถึงสิ้นเดือนมีนาคมใช่ไหมคะ แต่สำหรับรายได้ปี 2565 กรมสรรพากรได้ ขยายเวลายื่นภาษีออกไปอีก 7 วัน ทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นเป็น 10 เมษายน 2566 ค่ะ เหตุผลหลักๆ ที่มีการขยายเวลา ก็เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีเวลาเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น และช่วยกระจายจำนวนผู้ที่เข้ามาดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน ลดความแออัดค่ะ

บทลงโทษถ้ามายื่นหลัง 10 เมษายน 2566?

ถ้าเรายื่นภาษี เกินกำหนดเวลา 10 เมษายน 2566 ถือว่า “ยื่นล่าช้า” ซึ่งจะมี “ค่าปรับ” ค่ะ

  • ค่าปรับอาญา: โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 200 บาท (แต่บางกรณีอาจมีการผ่อนผัน หรือยกเว้นได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่)
  • เบี้ยปรับ (กรณีมีภาษีต้องชำระ): ถ้าคำนวณแล้วเรามีภาษีที่ต้องชำระ แต่เราไม่ยื่น หรือยื่นล่าช้า จะมี “เบี้ยปรับ” เพิ่มเติม ซึ่งคำนวณจาก “ภาษีที่ต้องชำระ” เป็นอัตราร้อยละของภาษีที่ค้างชำระ (สูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ)

ดังนั้น การยื่นภาษีให้ตรงหรือก่อนกำหนดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ค่ะ

ภาษีออนไลน์ (e-Filing): สะดวก รวดเร็ว และมีทางเลือก

การยื่นภาษีออนไลน์ หรือที่เราเรียกว่า e-Filing เป็นช่องทางที่สะดวกและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาเดินทางแล้ว ยังมีข้อดีอื่นๆ อีกมากมาย

วิธีการยื่นภาษีออนไลน์

  1. เข้าสู่ระบบ: ไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) และเลือกเมนู “ยื่นแบบออนไลน์” หรือ “e-Filing”
  2. ลงทะเบียน/เข้าสู่ระบบ: หากยังไม่เคยใช้บริการ ต้องทำการลงทะเบียนก่อน โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน และข้อมูลอื่นๆ ที่ระบบกำหนด หากเคยลงทะเบียนแล้ว ก็สามารถเข้าสู่ระบบได้เลย
  3. เลือกแบบแสดงรายการ: เลือกแบบ “ภ.ง.ด. 90” (สำหรับเงินได้ทั่วไป) หรือ “ภ.ง.ด. 91” (สำหรับเงินได้จากเงินเดือนค่าจ้างอย่างเดียว)
  4. กรอกข้อมูล: กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลรายได้ ค่าลดหย่อน และค่าลดหย่อนพิเศษต่างๆ ให้ครบถ้วนและถูกต้อง ระบบจะมีคำแนะนำตลอดการกรอก
  5. ตรวจสอบข้อมูล: ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้งก่อนยืนยันการยื่น
  6. ชำระภาษี (ถ้ามี): หากคำนวณแล้วมีภาษีต้องชำระ สามารถเลือกช่องทางการชำระผ่านระบบออนไลน์ได้เลย เช่น Internet Banking, Mobile Banking หรือหักบัญชีธนาคาร
  7. รับใบเสร็จ: เมื่อยื่นและชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว ระบบจะออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ให้ ซึ่งควรบันทึกเก็บไว้

ประโยชน์ของการยื่นภาษีออนไลน์

  • สะดวกสบาย: ยื่นได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต
  • ประหยัดเวลา: ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานสรรพากร
  • ลดความผิดพลาด: ระบบมีการคำนวณและแจ้งเตือนให้ ลดโอกาสที่จะกรอกข้อมูลผิดพลาด
  • มีหลักฐาน: ได้รับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ เก็บง่าย
  • ทางเลือกในการชำระ: มีช่องทางการชำระภาษีที่หลากหลาย

ข้อควรจำในการยื่นออนไลน์

  • เตรียมข้อมูลส่วนตัว: เลขประจำตัวประชาชน, ข้อมูลการติดต่อ
  • เตรียมเอกสารรายได้: หนังสือรับรองเงินเดือน (50 ทวิ), เอกสารรายได้อื่นๆ (ถ้ามี)
  • เตรียมเอกสารค่าลดหย่อน: ข้อมูลเบี้ยประกัน, ดอกเบี้ยบ้าน, ค่าเลี้ยงดูบุตร, เงินบริจาค ฯลฯ
  • ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง: ก่อนกดส่ง อย่าลืมเช็กให้แน่ใจว่าข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง

ส่วนลดหย่อนภาษี: ตัวช่วยลดภาระภาษี

การรู้จักใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วย “ลดจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย” หรือ “เพิ่มจำนวนเงินภาษีที่สามารถขอคืนได้” ในปีภาษี 2565 นี้ มีรายการลดหย่อนอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาดูกัน

ค่าลดหย่อนทั่วไปที่ควรรู้

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท (สำหรับผู้มีเงินได้)
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (ถ้าคู่สมรสไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้ แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่เกิน 60,000 บาท)
  • ค่าลดหย่อนบุตร:
  • บุตรคนแรก: 30,000 บาท
  • บุตรคนที่สองเป็นต้นไป: 60,000 บาท (สำหรับบุตรที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)

ประกันชีวิตและประกันบำนาญ: ลดหย่อนได้เท่าไหร่?

  • เบี้ยประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ: สามารถนำมาลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันบำนาญ: สามารถนำมาลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์)
  • เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา มาลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท (โดยบิดามารดาต้องไม่มีเงินได้)

ดอกเบี้ยบ้าน: ลดหย่อนได้อีกเยอะ

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปี

เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

  • เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund): นำมาลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (และต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้)
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.): นำมาลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 132,000 บาท

ดิ้นสู้เงินเฟ้อ: ค่าลดหย่อนพิเศษ!

  • ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพ: นอกเหนือจากเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป สามารถนำ เบี้ยประกันสุขภาพ มาลดหย่อนเพิ่มเติมได้อีก ไม่เกิน 25,000 บาท (รวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปไม่เกิน 100,000 บาท)
  • ช้อปดีมีคืน (ปี 2565 – ยื่นปี 2566): ใครที่ซื้อสินค้าหรือบริการในช่วง 1 มกราคม 2565 – 15 กุมภาพันธ์ 2565 สามารถนำใบกำกับภาษีไปใช้สิทธิ “ช้อปดีมีคืน” ได้ ซึ่งไม่เกิน 30,000 บาท (โดยปกติการใช้ลดหย่อนภาษีสำหรับเงินได้ปี 2565 จะสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2565 แต่ถ้าใครเลือกใช้สิทธิช้อปดีมีคืนในช่วงต้นปี 2565 ก็จะสามารถนำยอดนี้มาลดหย่อนในการยื่นภาษีปี 2566 ได้)
  • โครงการ Easy E-Receipt (สำหรับรายได้ปี 2567 – ยื่นปี 2568): อันนี้เป็นข้อมูลสำหรับปีหน้า แต่เผื่อใครอยากวางแผน โครงการ Easy E-Receipt ที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป จะสามารถนำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท (โดยมีเงื่อนไขคือต้องเป็นสินค้า/บริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์)

สิ่งสำคัญ: เก็บเอกสารให้ครบ!

วันที่ยื่นภาษี วันที่สามารถยื่นภาษีได้
ปี พ.ศ. 2564 1 เมษายน 2565
ปี พ.ศ. 2563 30 เมษายน 2564
ปี พ.ศ. 2562 30 เมษายน 2563

ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนแบบไหน การเก็บใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดค่ะ หากกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ เราจะได้มีหลักฐานยืนยันได้

การยื่นภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีรายได้ทุกคนควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่ายื่นภาษีได้ถึงวันไหน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการยื่นภาษี สามารถอ่านได้ที่บทความนี้ ที่นี่ เพื่อให้คุณไม่พลาดข้อมูลสำคัญในการยื่นภาษีของคุณ

กรณีพิเศษ: ยื่นภาษีล่าช้า หรือมีเหตุจำเป็น

บางครั้งชีวิตก็ไม่เป็นไปตามแผน ยื่นภาษีก็เช่นกัน หากเราพลาดกำหนดเวลา หรือมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถยื่นภาษีได้ตามกำหนด จะมีแนวทางจัดการอย่างไรบ้าง?

การยื่นภาษีล่าช้า: ควรทำอย่างไร?

หากเราทราบตัวว่า เลยกำหนด 10 เมษายน 2566 ไปแล้ว สิ่งที่ควรทำทันทีคือ:

  1. รีบไปยื่น: ไปที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ให้เร็วที่สุด
  2. ชำระภาษี: หากมีภาษีที่ต้องชำระ ให้รีบชำระพร้อมกับการยื่น
  3. เตรียมรับค่าปรับ: เนื่องจากการยื่นล่าช้า ย่อมมีค่าปรับอาญา 200 บาท (ถ้าเข้าข่าย) และอาจมีเบี้ยปรับกรณีมีภาษีต้องชำระ

คำแนะนำ: ถึงแม้จะเลยกำหนดไปแล้ว ก็ยังดีกว่าไม่ยื่นเลยค่ะ การรีบดำเนินการจะช่วยลดภาระค่าปรับและเบี้ยปรับลงได้

เหตุยกเว้นค่าปรับ/เบี้ยปรับ

ในบางกรณี กรมสรรพากรอาจพิจารณายกเว้นค่าปรับอาญา ให้ได้ หากมี “เหตุอันสมควร” เช่น

  • ป่วยหนัก: มีใบรับรองแพทย์ที่ชัดเจน
  • ภัยธรรมชาติ: ประสบเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • เอกสารสูญหาย: จากเหตุสุดวิสัย

หมายเหตุ: การพิจารณาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สรรพากร และต้องยื่นคำร้องขอผ่อนผันหรือยกเว้นพร้อมหลักฐานประกอบ

การขอตรวจสอบภาษี (กรณีไม่แน่ใจ)

หากเราไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาเราคำนวณและยื่นภาษีถูกต้องหรือไม่ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ สามารถติดต่อสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ หรือศูนย์บริการข้อมูลสรรพากร (RD Call Center 1161) เพื่อขอคำปรึกษาได้ค่ะ การปรึกษาล่วงหน้าอาจช่วยป้องกันปัญหาในภายหลังได้

สรุป: ย้ำกำหนดการและข้อควรจำ

เพื่อให้ทุกอย่างชัดเจน ก่อนจะจบ ค่อยมาสรุปประเด็นสำคัญกันอีกครั้งนะคะ

ย้ำ! วันสุดท้ายการยื่นภาษีปี 2565

สำหรับ “ปีภาษี 2565” (รายได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2565)

วันสุดท้ายของการยื่นภาษีคือ วันที่ 10 เมษายน 2566

ยื่นออนไลน์ vs. ยื่นกระดาษ

  • ยื่นออนไลน์ (e-Filing): สะดวกสุดๆ ยื่นได้ถึง 10 เมษายน 2566
  • ยื่นกระดาษ: ที่สำนักงานสรรพากร ก็ยื่นได้ถึง 10 เมษายน 2566 แล้ว

บทลงโทษถ้าล่าช้า

  • ค่าปรับอาญา 200 บาท (ถ้าเข้าข่าย)
  • เบี้ยปรับ (กรณีมีภาษีต้องชำระ)

ทำไมการยื่นภาษีจึงสำคัญ?

  • ถูกต้องตามกฎหมาย: ป้องกันปัญหาค่าปรับและเบี้ยปรับ
  • ได้เงินคืน: หากภาษีที่จ่ายไปเกินกว่าที่ต้องจ่าย
  • วางแผนการเงิน: ช่วยให้เห็นภาพรวมรายได้และค่าใช้จ่าย

เตรียมพร้อมให้ดี!

  • รวบรวมเอกสาร: รายได้, ค่าลดหย่อน
  • ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อน: ใช้ประโยชน์จากทุกรายการที่ทำได้
  • ทำความเข้าใจขั้นตอน: ตรวจสอบข้อมูลก่อนกดส่ง

หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้การยื่นภาษีของคุณปีนี้ราบรื่นและถูกต้องตามกำหนดนะคะ!

FAQs

1. ยื่นภาษีได้ถึงวันไหนคืออะไร?

การยื่นภาษีคือกระบวนการที่ผู้เสียภาษีต้องส่งเอกสารและข้อมูลทางภาษีไปยังหน่วยงานภาษีเพื่อการประมวลผลภาษีของตนเอง

2. วันสุดท้ายในการยื่นภาษีคือวันไหน?

ปกติแล้ว วันสุดท้ายในการยื่นภาษีของบุคคลธรรมดาคือวันที่ 31 มกราคมของทุกปี

3. มีวิธีการยื่นภาษีออนไลน์ได้หรือไม่?

ใช่ สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน ฿30 ล้านบาท สามารถยื่นภาษีออนไลน์ผ่านระบบ e-filing ได้

4. หากยื่นภาษีเกินกำหนด จะมีโทษอย่างไรบ้าง?

หากยื่นภาษีเกินกำหนด ผู้เสียภาษีอาจต้องเสียค่าปรับตามอัตราที่กำหนดโดยกฎหมาย

5. มีวิธีการติดต่อหน่วยงานภาษีเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่?

ใช่ สามารถติดต่อหน่วยงานภาษีท้องถิ่นหรือสำนักงานภาษีในพื้นที่ที่ตนอยู่เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นภาษีได้